ดาเตะ มาซามุเนะ
posted on 10 Aug 2006 23:36 by sanada

(1567 - 1636)
มาซามุเนะ เป็นบุตรคนโตของ ดาเตะ เทรุมุเนะเมื่ออายุได้ 18 ปีเขาก็สืบทอดตำแหน่งไดเมียวต่อจากพ่อ ที่เกษียณตัวเอง
ตระกูลดาเตะ ก่อตั้งขึ้นในช่วงแรกๆของสมัย คามาคุระ โดยอิสะ โทโมมุเนะที่มีพื้นเพมาจากเขตอิสะในจังหวัด ฮิตาชิ ครอบครัวเขานำชื่อดาเตะ มาจาก ชื่อเขต ดาเตะ(ตอนนี้คือ ฟุคุชิมะ)ในจังหวัดมุทซึ โดยชื่อสกุลนี้ มินาโมโตะ โยริโทโมะ โชกุน คนแรกในสมัยคามาคุระ เป็นคนมอบให้เพราะโทโมมุเนะเป็นที่ปรึกษาของเขาในสงคราม มินาโมโตะ-ไทระ(1180-85)และในสงครามชิงอำนาจกับน้องชายของเขา มินาโมโตะ โยชิทสึเนะ
มาซามุเนะเป็นที่รู้จัก เพราะเครื่องประดับเล็กๆน้อยๆที่เป็นเอกลักษณ์ ยกตัวอย่างก็คือ เกราะส่วนหมวกที่ประดับรูปจันทร์เสี้ยว ในวัยเด็กเขาต้องเสียตาขวาไปเนื่องจากโรคร้ายจึงต้องควักลูกตาที่ติดเชื้อออก ด้วยเหตุนี้ แม่แท้ๆของเขาก็คัดค้านการขึ้นเป็นผู้นำของเขา และ สนับสนุนตัวน้องชายของมาซามุเนะแทน คืนหนึ่งแม่เขาจึงพยายามวางยาพิษในอาหารของมาซามุเนะ เขาจึงต้องกำจัดน้องชายเขาพร้อมๆกับพูดว่า"ข้าคิดว่าเราสอง คงเป็นพี่น้องกํนต่อไม่ได้ บางทีคงจะเป็นชาติหน้า......."
ชนรุ่นแรกๆของตระกูลดาเตะ มีการรวมอำนาจโดยการแต่งงานกับตระกูลอื่นๆ รอบๆเขตตระกูลตน อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ที่มีตั้งแต่สมัยแรกๆก็แตกหัก ผลมาจากการที่ มาซามุเนะทำศึกขยายดินแดน ร่วมกับญาติในจังหวัดมุทซึ และ เดวะ ด้วย ทำให้ตระกูลที่อยู่รอบๆตระกูลดาเตะวุ่นวายเป็นอย่างมาก ตระกูลฮาทาเคยามะจึงเชิญดาเตะ เทรุมุเนะไปทานอาหารค่ำและขอให้เขาหยุดการกระทำของลูกชายซะ เทรุมุเนะจึงบอกไปว่า เขาไม่มีสิทธิ์สั่งลูกชายของเขาแล้ว ทำให้ตระกูลฮาทาเคยามะจับตัวเทรุมุเนะไปใช้ต่อรอง ส่วนตัวมาซามุเนะนั้นได้รับข่าวนี้ระหว่างออกล่าสัตว์ จึงสั่งให้พรรคพวกของเขาตามล่าคนลักพาตัว เมื่อพบตัวพวกลักพาตัวแล้วตอนนั้นมาซามุเนะไม่กล้าสั่งลูกน้องให้ยิงธนู เนื่องจากกลัวว่าพ่อของเขาที่โดนจับเป็นตัวประกันจะโดนลูกหลงไปด้วย เทรุมุเนะเห็นเป็นแบบนี้จึงตะโกนว่า "อย่าห่วงข้า! ยิงพวกมันซะ!" คนของมาซามุเนะทำตามคำสั่ง ยิงโจรลักพาตัวทุกคน รวมถึงตัวเทรุมุเนะด้วย ด้วยความเสียใจมาซามุเนะจึงดำเนินสงครามขยายดินแดนต่อ และฆ่าล้างตระกูล ที่ลักพาตัวพ่อเขาเสีย
หลังจากได้ชัยใน อาชินะ ในปี1589เขาก็ตั้งจังหวัดไอซึเป็นฐานที่มั่น
ปี 1590,โทโยโทมิ ฮิเดโยชิเห็นว่า มาซามุเนะ รุกล้ำและยึดดินแดนไอซึของฮิเดโยชิ เขาจึงนำกำลังพล 100,000 นายไปปิดล้อมให้เขายอมแพ้ ในที่สุดมาซามุเนะยอมแพ้ และ ยอมโดนประหาญแต่โดยดีโดยสวมชุดที่สวยที่สุดของเขามา แล้วเดินไปพบฮิเดโยชิพร้อมแสดงท่าที่ที่พร้อมแล้วกับความตาย ฮิเดโยชิชอบใจมากจึงไว้ชีวิต หลังจากยอมสวามิภักดิ์ต่อฮิเดโยชิ เขาก้ได้รับปราสาทอิวะเซวะ และ ดินแดนรอบๆเป็นฐานที่มั่นแทน มาซามุเนะย้ายไปที่นั่นในปี 1591 สร้างปราสาทใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็น อิวะเดยามะมาซามุเนะ เขาเคยรับใช้ฮิเดโยชิในการบุกเกาหลีอีกด้วย หลังจากฮิเดโยชิตายเขาก็เข้ากับ โทคุงาวะ อิเอยาสึ
โทคุงาวะ อิเอยาสึ ก็ตอบแทนด้วยการแต่งตั้งเขาให้คุมเขตจังหวัดเซ็นไดซึ่งทำให้มาซามุเนะกลายเป็นไดเมียวที่มีกำลังอำนาจมากที่สุดในเวลานั้นโทคุงาวะ อิเอยาสึสัญญาว่าจะให้ศักดินาและพื้นที่ 1 ล้านโคขุแก่เขา แต่ ในปัจจุบันมีการพิสูจน์แล้วพบว่าจริงๆ ผืนดินแห่งนั้นวัดได้แค่ 640,000โคขุ
ในปี 1604 ครอบครัวมาซามุเนะกับขุนนางข้ารับใช้ร่วม 52,000 คน ย้ายที่อยู่ไปอยู่ในแถบทำประมงขนาดเล็กในเซ็นไดเขาท้งลูกคนที่สี่ไว้คอยดูแล ปราสาม อิวะเดยามะ โดยมาซามุเนะนั้นจะเปลี่ยนเซ็นได เป็นเมืองหลัก
มาซามุเนะได้สร้างวังขึ้นหลายแห่ง เพราะเขามีโครงการที่จะทำให้เซ็นได กลายมาเป็นสถานที่ๆสวยงามเป็นที่รู้กันว่า เขามีความพยายามที่จะดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามายังดินแดนของเขา เป็นไปได้ว่าตัวมาซามุเนะนั้นอาจจะนับถือศาสนาคริสต์ เนื่องจากเขาเคยไปผูกไมตรีกับสันตะปาปาแห่งวาติกัน การกระทำของเขาเป็นการกระทำเพื่อความสำเร็จแบบเดียวกับโอดะ โนบุนากะดินแดนของเขาจึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อ เป็นดินแดนแห่งการค้าขาย ยาวนานถึง 270 ปี
มาซามุเนะยังได้แสดงความมีน้ำใจแก่ เหล่ามิชชันนารี และ พวกพ่อค้าในญี่ปุ่น เพื่อให้พวกเขาเข้ามาทำประโยชน์แก่ดินแดนของเขา นอกจากนี้เขายังปล่อยมิชชันนารี พาเดร โซเตโล ซึ่งโดนโทคุงาวะ อิเยาสึคุมขังเพื่อว่าจะได้ให้มาสอนศาสนาพร้อมๆกับมิชชันนารีคนอื่นในดินแดนของเขาหลังจากนั้นมาซามุเนะก็ออกคำสั่งให้สร้างเรือ ดาเตะมารุ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ซาน ฮวน เบาติสต้าด้วยเทคนิคการสร้างแบบยุโรปเขาส่งขุนนาง ฮาเสะคุระ ซึเนนากะ,โซเตโล และเหล่านักการทูต 180 คน ไปสร้างไมตรีกับสันตะปาปาถึงสำนักวาติกันโดยการเดินทางครั้งนี้ได้ไปยัง ฟิลิปปินส์ เม็กซิโก สเปน อีกด้วย โดยเป็นการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกครั้งแรกของชาวญี่ปุ่น เป็นการเดินทางที่ประสบความสำเร็จ มีนักเดินทาง 5 คนได้ใช้ชีวิตที่เหลือในเซบีย์ย่า แล้วใช้นามสกุล ฮาปง (Japón =Japan) ซึ่งปัจจุบันยังมีนามสกุลนี้อยู่ในสเปน
